กินอยู่อย่างไรกับโรคเบาหวาน อย่างมีความสุข
ReadyPlanet.com
dot
dot
จำนวน : 0 ชิ้น
ราคา : 0.00
bullet ดูสินค้า
bullet ชำระเงิน




กินอยู่อย่างไรกับโรคเบาหวาน อย่างมีความสุข

โรคเบาหวานเกิดจากการทานอาหารหวานมากเกินไปจริงหรือไม่ คนอ้วนทุกคนต้องเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ทุกท่านที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น คงเริ่มสงสัยแล้วว่า ตนอาจจะเป็นโรคเบาหวาน เพราะปัจจุบันเราจะพบว่า การบริโภคที่มากเกินความจำเป็นเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมาย ตั้งแต่หัวใจ เบาหวาน ความดัน โรคข้ออักเสบ เพราะน้ำหนักตัว มากเกินกว่าจะรับได้ จากการสัมมนาเรื่อง

 "กินอยู่อย่างไรกับโรคเบาหวานอย่างมีความสุข"

ที่แผนกโภชนาการ มี๊ด จอห์นสัน ร่วมกับสมาคมโรคเบาหวาน แห่งประเทศไทย จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า จริง ๆ แล้วโรคเบาหวาน เกิดจากการทำงานของต่อมไร้ท่อในตับอ่อน ผลิตสารที่เรียกว่า อินซูลินออกมาน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจเกิดจาก ความอ่อนแอมาแต่กำเนิด และอาจเกิดจากการทานอาหารมากเกินไป ทำให้บางช่วงร่างกายผลิตอินซูลินมาไม่พอกับการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด และถ้าขาดอินซูลินก็มีผลทำให้ระบบไขมันผิดปกติด้วย ทำให้ร่างกายนำไขมันไปใช้ได้น้อยก็เลยมีไขมันท่วมในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานจึงเป็นผู้ป่วยพิเศษที่ต้องการการดูแลทั้งระดับน้ำตาล และไขมัน มิฉะนั้นทั้ง 2 อย่าง จะทำให้เส้นเลือดแข็ง และอุดตัน เกิดมีโรคแทรกซ้อน เกิดโรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจตามม
 

เบาหวานมีหลายประเภท เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงจำเป็นต้องดูแลให้ดี แม้มียารักษาอยู่หลายชนิด แต่เบาหวานทุกประเภทต้องมีการควบคุมอาหาร ให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ กินอย่างไรไม่ให้น้ำตาลขึ้นเร็ว ไม่ให้น้ำตาลขึ้นสูง ไม่ให้ไขมันขึ้นสูง และไม่ให้น้ำหนักขึ้นมากเกินไปคนเข้าใจว่า เป็นเบาหวานต้องอดอาหาร จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่ต้องระวังในการรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย ให้พอเหมาะสมกับวัย และสภาพร่างกาย

โภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โภชนาการเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการวางแผนรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน การวางแผนต้องอาศัยการร่วมมือกันระหว่าง เจ้าหน้าที่โภชนากรและตัวผู้ป่วยเอง ต้องจำเป็นต้องคำนึงถึง รูปแบบการใช้ชีวิตและความเชื่อส่วนตัว ความชอบและไม่ชอบ ต่าง ๆของแต่ละคน ความเชื่อในสังคมปัจจัย ทางเศรษฐานะ การเฝ้าติดตามตรวจเลือดก่อนที่จะเข้าโปรแกรมโภชนาการ เพื่อวัดระดับน้ำตาล glycated hemoglobin ไขมัน และการวัดความดันโลหิต และตรวจการทำงานของไตล้วนเป็นสิ่งจำเป็น
เป้าหมายในการรักษาทางโภชนการ
นอกเหนือจากการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานปรับปรุงการรับประทานอาหาร ให้เหมาะสม หมั่นออกกำลังกายซึ่งช่วยให้การควบคุมโรคเบาหวานเป็นไปด้วยดีแล้ว ยังมีจุดหมายอื่น ๆ เพิ่มเติมได้แก่

  1. การรักษาระดับน้ำตาล ให้ใกล้เคียงปกติ เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยการปรับปรุงอาหารที่รับประทานร่วมกับใช้อินซูลิน หรือยาลด
    ระดับน้ำตาลชนิดรับประทาน ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม
  2. รักษาระดับไขมันในเลือดให้เหมาะสม
  3. เลือกรับประทานอาหารที่ให้พลังงานเหมาะสมต่อน้ำหนักตัว สำหรับผู้ใหญ่พลังงานที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการฃ
    ปกติสำหรับเด็กและวัยรุ่น พลังงานชดเชยพอเพียงในสตรีที่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร หรือผู้ที่หายป่วย กำลังฟื้นจากไข้ น้ำหนักตัวที่เหมาะสมคือ น้ำหนักตัวที่ควรจะเป็นและผู้ป่วยสามารถคงน้ำหนักตัวระดับนั้นไว้ได้ในอนาคต อาจมิใช่น้ำหนักตัวที่มีความเชื่อตามแบบเดิม ๆ หรือตามความต้องการ แต่ไม่มีทางคงระดับน้ำหนักตัวนั้น ๆ ไว้ได้เป็นเวลานาน
  4. ป้องกัน และรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรคเบาหวาน เช่น ระดับน้ำตาลต่ำ การเจ็บป่วย ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย โรคไต โรคของระบบประสาทอัตโนมัติ ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  5. บำรุงและรักษาสุขภาพให้ดี โดยการอาศัย Dietary Guidelines for Americans และ Food Guide Pyramid หรือ Diabetes Food Guide Pyramid (ซึ่งเตรียมมาสำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยเฉพาะ) เพื่อการเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสม
ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I)

ต้องจัดและกำหนดอาหารให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายและการใช้อินซูลิน รับประทานอาหารตามเวลาที่กำหนด เพื่อให้สอดคล้องกับการออกฤทธิ์ของอินซูลิน ที่เลือกใช้ ผู้ป่วยยังตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อนำมาใช้ปรับปริมาณ และประเภทของอินซูลินที่ใช้ อย่างสม่ำเสมออีกด้วย วิธีการให้อินซูลินชนิดแบ่งใช้หลายครั้งต่อวัน หรือการอาศัย เครื่องอินซูลินปั๊ม จะช่วยให้การปรับจำนวนอินซูลินสะดวกมากชึ้น และสอดคล้องกับ อาหารที่รับประทานดียิ่งขึ้น

ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type II)

ควรเน้นการดูแลรักษาระดับของน้ำตาล และไขมันในเลือด รวมไปถึงการควบคุม ความดันโลหิตให้เหมาะสม ปรับการรับประทานอาหารร่วมกับการลดน้ำหนักตัว ที่มากเกิน จะช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การควบคุม เบาหวานในระยะยาว สะดวกยิ่งขึ้น ผู้ป่วยควรจำกัดพลังงานในอาหารลงปานกลาง (พลังงานน้อยกว่าร่างกายต้องการ 250-500 calories ต่อวัน) รับประทานสารอาหารให้ครบถ้วน จำกัดปริมาณไขมันที่รับประทานรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันอิ่มตัว และควรออกกำลังกายเสมอ การลดพลังงานในอาหารที่รับประทานไม่ว่าผู้ป่วยจะมีน้ำหนักตัวเท่าใดก็ตาม มีผลให้ร่างกายมีความไวต่ออินซูลิน มากขึ้น ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ได้ดีขึ้น และการลดน้ำหนักตัวประมาณ 5-9 กิโลกรัม ไม่ว่าเดิมจะน้ำหนักตัวเท่าใด มีผลให้ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดลดลง ความดันโลหิตลดลง
 

การแบ่งอาหารที่รับประทานในแต่ละวันออกเป็นมื้อย่อย ๆ หลายมื้อร่วมกับ การออกกำลังกายและเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เมื่อวิธีการที่กล่าวมายังไม่เป็นผล จึงพิจารณาใช้ยาลดระดับน้ำตาลชนิดรับประทานหรืออินซูลิน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากในระดับ refractory obesity มักไม่ประสบผลสำเร็จด้วยวิธีการ ดังกล่าวมาแล้ว ปัจจุบันมีตัวยาใหม่ได้ผลสำหรับ ผู้ที่มี BMI >หรือ = 27 และมีปัญหาสุขภาพร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน หรือผู้ที่มี BMI >หรือ= 30 โดยไม่จำเป็นต้องมีปัญหาสุขภาพร่วมด้วย ผู้ที่มี BMI >หรือ= 35 อาจต้องอาศัย gastric reduction surgery

คุณศรีสมัย วิบูลยานนท์ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้แนะนำ หลักในการเลือกรับประทานอาหารของผู้ป่วยเบาหวานไว้ ดังนี้

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • ลดน้ำตาล
  • เพิ่มใยอาหาร
  • ลดปริมาณไขมัน โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์
  • บริโภคโปรตีน ซึ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่ควรเลือก เนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย
  • ควรบริโภคผักให้มากในทุกมื้ออาหารและบริโภคผักให้หลากหลาย
วิธีปฏิบัติตนถ้าอยากจะตามใจปาก แต่ไม่ได้ให้ ้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูง

รศ.วลัย อิมทรัมพรรย์ ที่ปรึกษาโภชนาบำบัด สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าอาหารชนิดไหน จะบริโภคได้มากน้อยเพียงไร ก็สามารถบริโภคได้ทุกอย่างเหมือนคนทั่วไป

  • กินอาหารแต่พออิ่ม
  • เลือกผลไม้ที่ไม่หวานแทนขนม
  • ระวังน้ำหวาน น้ำอัดลมและเบียร์ ไม่ดื่มมากเกินไป และถ้าดื่มควรงดของหวานมื้อนั้น
  • ในปัจจุบันผู้ป่วยโรคเบาหวาน มักจะมีปัญหาไขมันสูงตามมา แสดงว่ามีปัญหาในการกำจัดไขมันจากเลือด หรือไม่สามารถ นำไปใช้ให้หมดได้ ดังนั้นสมาคมเบาหวานของหลายประเทศ รวมทั้งของไทยด้วย ต้องการให้ผู้ป่วยจำกัดการบริโภคไขมัน หากไม่กินอาหารเลยก็จะเกิดอาการน้ำตาลต่ำ ทำให้ใจสั่น เหงื่อแตก เป็นลม หรือหมดสติไปได้ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอาหารทางการแพทย์เพื่อผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยเสริมสุขภาพให้ผู้ป่วยเบาหวานโดยเฉพาะ
โปรตีน

เท่าที่มีข้อมูลในปัจจุบัน ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับโปรตีนเท่ากับบุคคลทั่วไป คือ ประมาณร้อยละ 10 ถึง 20 ของพลังงานที่ได้รับตลอดทั้งวัน และควรได้รับโปรตีนทั้งที่มาจากสัตว์และพืช เมื่อผู้ป่วยมีไตเสื่อมสภาพ ควรลดการรับประทานโปรตีนลง การศึกษาหลายรายงาน พบว่าการจำกัดโปรตีนลงเหลือ 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมต่อวันชะลอการเสื่อมของ GFR ได้บ้าง แต่มีอีกรายงานที่ศึกษาผลการควบคุมอาหารที่มีต่อโรคไตไม่พบประโยชน์ของ การจำกัดโปรตีนในอาหาร การศึกษานี้มีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิด 2 อยู่ร้อยละ 3
 

โดยสรุป ข้อมูลขณะนี้ แนะนำให้ผู้ป่วยที่มีโรคไต รับประทานโปรตีนตาม RDAคือ 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 10 ของพลังงาน ที่ได้รับในหนึ่งวัน แต่เมื่อค่า GFR เริ่มลดลง ควรลดโปรตีนลงเป็น 0.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมต่อวัน สิ่งที่พึงระวัง คือปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากขาดสารอาหาร และการรับประทานอาหารที่จำกัดโปรตีน ควรได้รับการดูแล ใกล้ชิดโดยนักโภชนาการที่มีความชำนาญ

ไขมัน

ผู้ป่วยควรได้รับพลังงานไขมันร้อยละ 10-20 ของพลังงานทั้งหมด พลังงานที่เหลือ อีกร้อยละ 80 ควรได้รับจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน สัดส่วนของไขมันและคาร์โบไฮเดรตขึ้นกับภาวะของตัวผู้ป่วย และเป้าหมายในการรักษา พลังงานที่ผู้ป่วยควรได้รับจากไขมันขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ ระดับไขมันชนิดต่าง ๆ ในเลือดของผู้ป่วย เป้าหมายในการควบคุมน้ำตาลกลูโคส ไขมัน และน้ำหนักตัว ผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวและระดับไขมันในเลือดปกติควรยึดแนวทางของ National Cholesterol Education Program(NCEP) ว่า บุคคลที่อายุมากกว่า 2 ปี ควรจำกัดไขมันในอาหารให้น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพลังงานรวมทั้งวัน และไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าร้อยละ 10 ไขมันชนิด polyunsaturate น้อยกว่าร้อยละ 10 และไขมันชนิด monounsaturate ร้อยละ 10-15 หากผู้ป่วยมีปัญหาไขมันชนิด LDL-cholesterol ควรรับประทานไขมันชนิด saturate น้อยกว่าร้อยละ 7 และ cholesterol น้อยกว่าวันละ 200 มิลลิกรัม (NCEP step II diet) ทั้งนี้ยกเว้นไขมันชนิด polyunsaturate ในกลุ่ม omega 3 ซึ่งมีมากในปลา และอาหารทะเล ซึ่งรับประทานได้ตามปกติ ผู้ที่อ้วนและต้องลดน้ำหนักตัว ควรลดการรับประทานไขมันลง โดยอาจแนะนำให้ทานอาหารประเภทผักและผลไม้ และอาจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยยับการเปลี่ยนแป้ง ข้าว น้ำตาล ไม่ให้กลายเป็นไขมันสะสม ตามร่างกาย เช่น สารสกัดจากผลส้มแขกเป็นต้น
 

ผู้ที่มีปัญหา ไขมันชนิด triglyceride และ VLDL สูง ควรรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวชนิด monosaturated เพิ่มขึ้นปานกลาง เพิ่มการรับประทานคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้น ควรรับประทานไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าร้อยละ 7 ทั้งนี้ต้องระวังไม่ให้ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามมา แต่เมื่อใดที่ระดับไขมัน triglyceride ในเลือดสูงเกิน 1000 มิลลิกรัม/ดล. จำเป็นต้องลดการบริโภคไขมันทุกชนิดลง ให้น้อยกว่าร้อยละ 10 นอกเหนือจากการรับประทานยา เพื่อป้องกันโอกาสเสี่ยง ต่อการเกิดตับอ่อนอักเสบการรับประทานไขมันชนิดอิ่มตัวและ cholesterol ลดลง ช่วยลดโอกาสเสี่ยง โรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะโรคเบาหวานเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ 

เส้นใยอาหาร

เส้นใยอาหารช่วยรักษาและป้องกันท้องผูก และโรคระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยให้รู้สึกอิ่ม และช่วยลดระดับไขมันในเลือดได้ ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานควรได้รับเส้นใยอาหารเท่ากับคนธรรมดาคือ 20-35 กรัมต่อวัน เส้นใยอาหารบางชนิดสามารถลดการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสจากทางเดินอาหาร แต่ผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดยังไม่มีความสำคัญในทางคลีนิค สำหรับสารอาหารบางตัวที่ขาด ซึ่งมีข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยขาด chromium เรื้อรัง เช่นผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายยาง เป็นเวลานาน การเสริม chromium จึงเกิดประโยชน์ 
 

ข้อมูลจาก นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2541 และ ข่าวสารด้านสุขภาพและชีวิต ศูนย์วิจัย มี้ด จอนห์สัน สหรัฐอเมริกา

 

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



บทความสุขภาพ

Leg Trimming Fantasia มหกรรมการแข่งขัน เหลาขาเรียวเร็ว เหลาเอวเพรียวไว
วิตามิน (Vitamin)
BIMXPERT วิวัฒนาการล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ไทยเกี่ยวกับอาการภูมิแพ้ แพ้ภูมิตนเอง โรคติดเชื้อและโรคมะเร็ง
เครื่องสำอางค์ (Cosmetic)
อาหารเสริม หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กับข้อมูลน่ารู้
Garcinia ข้อมูลเพิ่มเติมของ ผลิตภัณฑ์จากมังคุด
วิธีปฏิบัติเมื่อเป็นโรคกระเพาะ Gastritis
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับภาวะกรดไหลย้อน GERD
ลดความอ้วน : การลดความอ้วนหรือลดน้ำหนักมีเคล็ดลับ 9 ข้อด้วยกัน
โรคพาร์กินสัน Parkinson – นิยาม สาเหตุ อาการและแนวทางรักษา
8 วิธีลดการแพ้ขนสุนัข
มังคุด สุดยอดผลไม้ไทย เปี่ยมคุณค่าเกินพรรณนา
BIM100 Testimonials ติดเชื้อรา และแบคทีเรีย Heals Skin Diseases and Rashes
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับโรคตับอักเสบ
สาระน่ารู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัส H1N1
ทำความเข้าใจกับโรคข้อเสื่อม
ความรู้เบื้องต้นของโรคสะเก็ดเงิน หรือ เรื้อนกวาง
ถั่วเหลือง มีความปลอดภัยหรือไม่
ระวัง! อันตรายจากแทนนิน Tannins
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ – 6 วิธีในการสู้กับอาการเจ็บปวด
ปริมาณของอาหารที่มากและการออกกำลังกายที่น้อยเกินไปเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง
วิธีการที่จะเอาชนะเบาหวานได้ใน 4 ขั้นตอนง่ายๆ
การนวดสลายเซลลูไลท์ สลายไขมัน ด้วย Gold Shape, TrimOne Lotion
วิธีการป้องกันตัวจาก ไข้หวัด 2009 แบบง่ายๆ
Operation BIM GM-1 เพื่อภูมิคุ้มกันที่สมดุลจาก BIM100 ด้วยสาร GM1 จากมังคุด
ชิคุนกุนยา" คืออะไร
มหกรรมการนวดสร้างสถิติลดรอบเอวได้มากที่สุดในโลก
Video มังคุด มหัศจรรย์ราชินีผลไม้ไทย ช่วยลดความเสี่ยงโรคด้วย MyHealth
วิธีการนวดกระชับสัดส่วน
มะเร็งกับธรรมชาติบำบัด
ความเครียดก็ทำให้อ้วนได้
เบาหวาน โรคที่ใครๆก็อาจเป็นได้
ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวาน
10 health tips
โรคตับเสื่อม หรือ ตับอักเสบ กับข้อมูลน่ารู้
โรคเอดส์
โรคพาร์กินสัน Parkinson Disease
สารสกัดจากมังคุดความภูมิใจ ในภูมิปัญญาไทย
สารจากมังคุด สรรพคุณสุดวิเศษ จริงหรือ ?
อาหารเพื่อสุขภาพกระเพาะอาหาร
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid)
"ผลส้มแขก" ต้นตำรับของทริมวันสูตรสลิมเซฟ"
กระและฝ้าปัญหาอมตะของผู้หญิง
มังคุดรักษาสิว
5 วิธีบำบัดไมเกรนด้วยตัวเอง
โรคภูมิแพ้ Allergy